เรื่องทั้งหมดโดย admin

ข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์

รถยนต์เป็นพาหนะชนิดหนึ่งที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างเราเป็นอย่างมาก

เพราะรถยนต์นั้นใช้ในการขับขี่เเละไปไหนมาไหน เป็นเทคโนโลยีเเละนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนามาเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่ารถยนต์เเต่ละชนิดจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยของรถยนต์ เช่นรถที่อยู่ในสมัยรัชกาลที่9จะเป็นรถยนต์อีกรูปเเบบหนึ่งหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารถเต่า ซึ่งรูปทรงเหมือนเต่านั่นเอง ซึ่งรถยนต์ในสมัยนั้นค่อยๆจะติดตั้งเเอร์ในตัวรถยนต์ หรือยังไม่มีเเอร์เลย

เเต่รถยนต์ยังไม่มีอะไรมากนอกจากส่วนประกอบที่ขับเคลื่อนไปบนถนนหนทางที่สามารถขับไปได้ก็พอส่วนรถยนต์ในสมัยปัจจุบันนั้นที่ใช้ขับขี่จนอยู่ทุกวันนี้ก็มีการเพิ่มนวัตกรรมเเละเทคโนโลยีเข้ามาในการทำไห้รถยนต์นั้นมีความขับง่ายเเละสะสวกสบายมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์เกียร์ออโต้ ซึ่งระบบเกียร์ออโต้นั้นเป็นระบบที่ขับง่าย กล่าวคือเมื่อสตาร์ทรถยนต์นั้นสามารถขับออกไปได้เลย

เเต่อาจจะมีการเร่งความเร็วเครื่องก็เเค่นั้นเอง ซึ่งระบบเกียร์ออโต้นั้นจะเหมาะกับผู้หญิงมากกว่า เพราะว่าระบบนี้สตาร์ทรถแล้วออกตัวได้เลยโดยไม่ต้องเข้าเกียร์จึงเหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดเกี่ยวกับรถพวกเข้าเกียร์ธรรมดาเป็นอย่างมาก เพราะขับง่ายเเล้วยังง่ายเเต่การบังคับรถ ปัจจุบันรถมีหลายยี่ห้อมาก เพราะเเต่ละยี่ห้ออะไหล่รถยนต์จะเเตกต่างกันไป เช่นยี่ห้อเชฟโลเล็ก เวลาจะหาอะไหล่รถยนต์ต้องไปสั่งจากเมืองนอกต้องรอหลายเดือนเลยทีเดียว จะเห็นได้ชัดเจนว่ารถยนต์นั้นมีหลายขนาดเเละหลายรูปเเบบที่เเตกต่างกันออกไป

โดยเฉพาะเรื่องเกียร์ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ออโต้เเล้ว ยังเป็นเกียร์ธรรมดา ซึ่งเกียร์ธรรมดานั้นก็ยากสำหรับคนที่เป็นมือใหม่ เเต่คนที่เป็นมือใหม่นั้นไม่ใช่จะขับไม่ได้เสมอไป เพราะเวลาขับรถถ้าใครอยากเป็นทั้ง2ระบบก็สามารถขับรถที่มีเกียร์กระปุกได้เลย เพราะเวลาไปขับเกียร์ออโตจะง่ายมากๆ ซึ่งเกียร์กระปุกหรือเกียร์ธรรมดานั้น ก็จะมีการปรับขึ้นปรับลงไปเเบบของเกียร์ที่เขามีไห้ เช่นเกียร์อาร์คือไว้ใช้ทำอะไรเป็นต้น จะเห็นได้ว่าการที่รถยนต์จะขับเคลื่อนไปได้นั้น

ต้องใช้กลไกหลายๆอย่างเพื่อทำไห้ปัจจัยของตัวรถยนต์นั้นสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้โดยที่ระบบทำงานพร้อมกัน ซึ่งรถยนต์นั้นเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ทุกคนไห้ความสำคัญกันอย่างเเพร่หลายในหมู่มาก เพราะรถยนต์นั้นมีมานานเเล้ว เเต่ละยุคสมัยก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาเเละคิดค้นขึ้นมาใหม่อย่างเช่นปัจจุบันซึ่งทำรถยนต์ออกมาหลายระบบเพื่อไห้เข้ากับสภาพถนนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

 

สนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

การทานอาหารเสริมอย่างวิตามิน

คุณเคยมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือไม่ หรือมีปัญหาตามส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะหรือไม่ นั้นอาจจะเป็นตัวที่กำลังส่งสัญญาณบอกว่า ส่วนของร่างกายคุณกำลังมีปัญหาอย่างแน่นอน และยังหมายถึงการที่ร่างกายคุณนั้นไม่รับสารอาหารไม่ครบหรือไม่เพียงพอต่อส่วนๆนั้น หนึ่งในสารอาหารที่คุณขาดนั้นก็คือ วิตามิน ซึ่งสารอาหารประเภทวิตามินเป็นสารอินทรีย์

ที่ร่างกายนั้นไม่สามารถที่จะผลิตขึ้นมาเองได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับมาจากการทานอาหารภายนอก ซึ่งร่างกายนั้นมีความต้องการสารอาหารประเภทวิตามินในปริมาณที่ไม่มาก แต่ก็ยังถือว่าร่างกายไม่สามารถขาดสารอาหารประเภทไปได้ ถึงแม้ว่าวิตามินจะเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แต่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อถูกดึงไปช่วยสร้างพลังงาน ไม่ได้เป็นโครงสร้างหรือส่วนประกอบสำคัญของเซลล์และเนื้อเยื่อ

แต่จะช่วยควบคุมระบบการเผาเผลาญ และสร้างสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากใครกำลังสงสัยอยู่ว่า ในเมื่อร่างกายต้องการปริมาณมันจึงจำเป็นด้วยเหรอที่ร่างกายต้องการ แน่นอนว่ามันจำเป็นอย่างมาก ซึ่งมันถูกนำไปเพื่อใช้ร่วมกับสารอาหารอื่นๆ ที่จะส่งผลทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ และมีประสิทธิภาพมาขึ้น ซึ่งเราจะต้องทราบตัวของตัวเองก่อนว่าเรานั้นมีปัญหาในส่วนไหนของร่างกาย

เพื่อจะได้รู้ตัวเองว่าในส่วนที่มีปัญหานั้นเกิดจากอะไร เกิดจากที่เราใช้มันมากเกินไป หรือเกิดจากการที่เราขาดวิตามิน อย่างเช่น ถ้ามีปัญหาเรื่องของเลือด เจอปัญหาในการได้รับบาดแผลแล้วมีเลือดไหลออก โดยคนทั่วไปแล้วนั้นถ้าหากปล่อยไว้หรือล้างออก ปล่อยไว้สักพักเลือดก็จะหยุดไหลและแห้งไป แต่ในทางกลับกันบางคนต่อให้ล้างออกแล้วปล่อยทิ้งเลือดก็ไม่หยุดไหลได้เลย นั้นเป็นเพราะระบบการทำงานการแข็งตัวของเลือดมีความบกพร่อง

อาหารเสริมประเภทวิตามินที่จะช่วยบำรุงในส่วนการแข็งตัวของเลือดคือ วิตามินเค และ วิตามินอี ที่จะช่วยเสริมสร้างให้เม็ดเลือดมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เป็นต้น ซึ่งอาหารเสริมประเภทวิตามินเหล่านี้สามารถหาทานได้ง่ายมากๆ เพราะในปัจจุบันได้มีการผลิตวิตามินออกมาแบบสำเร็จรูปแล้ว แต่ในส่วนของแหล่งอาหารจากธรรมชาติเองก็มีอยู่เช่นเดียวกัน วิตามินนั้นมีความเป็นต่อร่างกายที่ร่างกายไม่ได้ต้องการในปริมาณที่มาก

เพราะฉะนั้นควรทานในปริมาณที่เพียงพอต่อวันที่ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ เพราะวิตามินบางประเภทนั้นไม่สามารถดูดซึมและขับออกมาทางปัสสาวะได้ จะกลายเป็นว่ามันถูกสะสมไว้ในร่างกายในส่วนที่เรารับประทานมากเกินกว่าความจำเป็นที่ร่างกายควรจะได้รับ ซึ่งหากมีการสะสมไว้ในร่างกายเอาไว้มากๆ สิ่งที่จะตามก็คือผลเสียที่จะทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบถึงขั้นรุนแรงอย่างการเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้เช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

สุขภาพที่เกี่ยวกับดวงตา

เพราะดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ

      การใส่ใจดูแลสุภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ควรที่จะทำเพื่อตัวเอง และเพื่อคนที่เรารัก แต่ร่างกายของเรานั้นก็ประกอบไปด้วยอวัยวะหลายส่วนเหลือเกิน หลายๆคนก็อาจจะไม่ได้ละเลยกับการใส่ใจดูแลสุขภาพ

แต่ด้วยเหตุของร่างกายที่ประกอบไปด้วยอวัยวะหลายส่วนก็อาจจะมีบ้างที่บางครั้งเราอาจจะพลาดในการใส่ใจดูแลอวัยวะบางส่วนไป วันนี้เราจะมายกตัวอย่างอวัยวะสำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรที่จะให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลเป็นอย่างมากนั่นก็คือ “ดวงตา” นั่นเอง

ดวงตานั้นก็เป็นหนึ่งในอวัยวะของมนุษย์ที่มีความสำคัญมากๆ

เปรียบได้กับการเป็นดั่งประตูบานแรกที่เปิดเพื่อใช้ในการสื่อสารหรือส่งความรู้สึกต่างๆกับมนุษย์ด้วยกันเองและสิ่งมีชีวิตอื่นๆรอบๆตัวเรา ดวงตานั้นทำให้เราสามารถที่จะมองเห็น หรือได้ดูสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้เพลิดเพลิน เก็บเรื่องราวความทรงจำต่างๆผ่านทางการมองเห็น เราทุกคนจึงควรที่จะใส่ใจดูแลดวงตาคู่นี้ของเราเอาไว้ให้ดีด้วยความเอาใจใส่และทะนุถนอมเอาไว้อย่างเป็นที่สุด

ในส่วนของการดูแลเอาใจใส่สุขภาพดวงตานั้นก็ควรที่จะเริ่มต้นด้วยการเลือกรับประทานอาหารก่อนเป็นอันดับแรก โดยควรที่จะรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ได้ก็จะเป็นการดีมากๆ และถ้าหากเลือกรับประทานเป็นอาหารที่ต่างก็อุดมไปด้วยคุณค่าที่จะช่วยบำรุงสายตาได้ดีและมีประโยชน์อย่างอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ลูทีน ซิงค์ รวมไปถึงอาหารจำพวกผักผลไม้ต่างๆที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และวิตามินอีได้ก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก

เพราะสารอาหารที่มีคุณค่าเหล่านี้มีคุณสมบัติที่ดีต่อดวงตาของเราโดยมันอาจจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการชะลอไม่ให้เกิด หรือเป็นการลดความเสี่ยงของการที่จะเกิดเป็นโรคทางสายตาได้อีกด้วยยกตัวอย่างเช่น โรคจอตาเสื่อมและโรคต้อกระจก ที่เป็นโรคทางสายตาที่เราสามารถพบเจอผู้ป่วยจากโรคนี้กันได้ในปัจจุบัน

ในการเลือกรับประทานอาหารนั้นก็ไม่ใช่แนวทางที่ยากเกินไปสำหรับการที่จะต้องใส่ใจดูแล โดยอาหารที่ควรเลือกรับประทานก็เป็นอาหารทั่วไปที่สามารถหาทานกันได้อย่างง่ายอย่างอาหารจำพวกผักใบเขียว ปลาต่างๆที่มีกรดไขมันสูง ไข่ หรือถั่วที่อุดมไปด้วยโปรตีนรวมไปถึงธัญพืชต่างๆเองก็เช่นกัน และนอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่ดีแล้วการออกกำลังกายเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทางอ้อมให้มีสุขภาพดวงตาที่ดีได้เช่นกัน

เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคต่างๆที่เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการที่อาจจะส่งผลกระทบไปยังดวงตาได้อย่างโรคเบาหวาน โรคอ้วนต่างๆที่เป็นโรคที่มีอาการทางไขมันสูงแล้วจะส่งผลเสียไปยังดวงตาได้ และที่สำคัญก็คือการถนอมสายตาจากจอมือถือและคอมพิวเตอร์ต่างๆก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ

เพราะแสงจากจอเหล่านี้เป็นผู้ร้ายที่คอยจ้องจะทำลายดวงตาคู่โปรดของเราได้ง่ายๆกันเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องของการรักษาความสะอาดเองก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำให้สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน

        ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการแนะนำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการรักษาดูแลเอาใจใส่ดวงตาที่มีเพียงคู่เดียวของทุกๆคน ถ้าหากวันใดที่เราสูญเสียดวงตาคู่นี้ไปก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ และเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้วต่อจากนี้ไปเราก็ควรที่จะเริ่มหันมาให้ความสำคัญในการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการรักษาถนอมดวงตาคู่โปรดนี้ไว้ให้อยู่กับเราไปตราบนานเท่านานจะดีกว่า

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

โต๊ะทำงานที่สกปรก ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ความสะอาดของโต๊ะทำงาน สำคัญกว่าที่คิด
เชื่อไหมว่า โต๊ะทำงานส่วนมากเปรอะเปื้อนกว่าฝารองนั่งชักโครกถึง 400 เท่า รวมทั้ง 1 ใน 5 ของคนทำงานมักทานอาหารบนโต๊ะทำงานโดยไม่ชำระล้างก่อน แนวทางการทำความสะอาดโต๊ะบ่อยก็เลยมีความจำเป็นมากมาย โดยกระทำได้ดังต่อไปนี้

– นำเครื่องมือทั้งปวงออกมาจากโต๊ะ ปัดฝุ่นและก็ชำระล้างโต๊ะด้วยผ้าแห้ง แล้วต่อจากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำยาที่ใช้สำหรับเพื่อการทำความสะอาดขัดถูโต๊ะให้สะอาดทุกซอกซอย ทิ้งเอาไว้จนกระทั่งโต๊ะแห้งสนิทค่อยจัดเก็บเครื่องมือต่างๆกลับขึ้นโต๊ะอีกที

– คัดข้าวของตามพวก ตัวอย่างเช่น เอกสาร หนังสือ อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์ไฟฟ้า

– แยกขยะ เอกสารเก่าเก็บ รวมทั้งสิ่งของไม่มีความสำคัญ ดังเช่นว่า ของโชว์ ตุ๊กตา ซึ่งเป็นที่สะสมฝุ่นผง ควรจะโละทิ้งให้หมด

– ชำระล้างคอมพิวเตอร์ ด้วยน้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาดเฉพาะ โดยถอดสายไฟต่างๆ รวมทั้งดับเครื่อง จัดให้เป็นระเบียบ สำหรับในการชำระล้างคีย์บอร์ด ควรจะคว่ำแป้นคีย์บอร์ดรวมทั้งเขย่าเบาๆ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกตามซอก แล้วต่อจากนั้นใช้สำลีหรือคัตตัลบัดชุบน้ำยาที่ใช้สำหรับเพื่อการทำความสะอาดขัดถูรอบๆ แป้นตัวเขียน

– ต้องมีถ้วยน้ำแล้วก็แก้วกาแฟส่วนตัว โดยล้างให้สะอาดทุกหนหลังจากที่ได้มีการใช้เสร็จ แล้วเก็บคว่ำให้แห้งในบริเวณที่สะอาด เหตุว่ากว่า 90% ของถ้วยน้ำเป็นที่สะสมเชื้อโรค แล้วก็ 20% แปดเปื้อนแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคทางเดินอาหาร

– ปากกา และดินสอก็จะต้องชำระล้างเช่นเดียวกัน โดยขัดถูด้วย Alcohol หรือผ้าชุบน้ำยาสำหรับทำความสะอาด เพราะเหตุว่าถูกใช้ด้วยมือที่ถือจับสิ่งต่างๆ มาทั้งวัน เลยเป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียและเชื้อโรคมากมายก่ายกอง

– ควรจะชำระล้างโต๊ะ เก้าอี้ และก็วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เสมอ โดยไม่ต้องรอคอยให้ใครมาบอกมากล่าว

จัดโต๊ะปฏิบัติงานให้ถูกสุขลักษณะ

– โต๊ะทำงานควรจะมีแสงไฟพอเพียง โดยเลือกที่สามารถย้ายได้สบายแล้วก็สามารถปรับแนวทางได้ง่าย รวมทั้งใช้แสงจาง เพื่อช่วยทำให้สบายตาขึ้น

– จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรจะอยู่ในระดับสายตา ระยะจากจอภาพถึงตาผู้ใช้ควรจะอยู่ระหว่าง 0.4-0.5 เมตร ส่วนคีย์บอร์ดรวมทั้งเมาส์อยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำลงบางส่วน ขณะพิมพ์รายงานจะได้ไม่ต้องชูไหล่มากจนเกินไป หรือต่ำจนถึงจำต้องงอหลัง

– ลดแสงสว่างมากๆ ของหน้าจอคอมพิวเตอร์ลงให้รู้สึกสบายตา และเพื่อปกป้องดวงตาจากโรคจอประสาทตาเสื่อม แม้เลี่ยงมิได้ บางทีอาจสวมแว่นตาที่ปกป้องแสงอัลตราไวโอเลต หรือติดฟิล์มถ่ายรูปช่วยลดแสงสว่าง UV400/UVA1 รอบๆ จอคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาสัมผัสแสงสว่างมากเกินไปโดยตรง รวมทั้งควรจะพักสายตาราว 5 นาที ทุก 2 ชั่วโมง

– เก้าอี้ควรจะเหมาะสมกับโต๊ะทำงาน ระหว่างทำงานควรจะนั่งให้เต็มตูด โดยข้างหลังอิงพนักพอดิบพอดี ปรับเก้าอี้ให้สูงเหมาะเจาะกับโต๊ะทำงาน ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ถ้านั่งแล้วเท้าลอย ควรจะหาที่รองเท้าหนุนให้ระดับเท้างอเป็นธรรมชาติ

– การดูแลตนเองด้วยของกินที่ดี พักให้พอเพียง และก็บริหารร่างกายเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง การดูแลและรักษาความสะอาดของร่างกาย ที่พักที่อาศัย แล้วก็สภาพแวดล้อมบริเวณตัว โดยยิ่งไปกว่านั้นโต๊ะทำงานก็มีความจำเป็นด้วยเหมือนกัน เหตุเพราะสภาพแวดล้อมที่ผิดหลักอนามัยในสถานที่สำหรับทำงาน อาจจะก่อให้การทำงานทุกๆ วัน เป็นการสั่งสมความป่วยไข้โดยไม่จำเป็น

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน
ถึงปัจจุบันการแพทย์จะพัฒนาไปมากมายอย่างไร แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยออกมาเกี่ยวกับสาเหตุที่แน่ชัดของโรคกระดูกพรุน แต่มีงานวิจัยที่สามารถสรุปถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่สามารถนำไปสู่โรคกระดูกพรุนได้ อย่างเช่น อายุที่มากขึ้น โดยธรรมชาติร่างกายจะมีความเสื่อมถอยไปตามกาลเวลายิ่งอายุมากขึ้นการสะสมแคลเซียมเข้าในกระดูกเพื่อให้กระดูกหนาขึ้นจะยิ่งน้อยลง โดยพบว่าอายุที่จะมีความหนาแน่นของมวลกระดูกสูงสุดจะอยู่ที่อายุประมาณ 30 ปี และ จะคงที่อยู่ระหว่าง 30-40 ปี และมวลกระดูกจะลดลงเรื่อยๆ ทุกปีหลังจากนั้นจนกระทั่งวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง จะมีการลดลงของมวลกระดูก อย่างรวดเร็ว และ เมื่ออายุมากกว่า 65ปี มวลกระดูกจะลดต่ำลงจนถึงจุดเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก

1. พันธุกรรม หรือ กรรมพันธุ์
คนไทยมีโอกาสเสี่ยงโรคกระดูกพรุนสูง เพราะจากงานวิจัยพบว่าคนเชื้อสายคอเคเชี่ยนและเอเชี่ยน (ผิวขาวและผิวเหลือง) มีอัตราเสี่ยงของกระดูกพรุนสูง และจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีประวัติกระดูกหักของผู้สูงอายุ ในครอบครัว หรือผู้ที่มีรูปร่างผอมบางอยู่แล้ว

2. ภาวะโภชนาการและการดำเนินชีวิต
ภาวะทุพโภชนาการ คือ ภาวการณ์ขาดอาหาร การได้รับอาหารในแต่ละวันไม่เพียงพอ หรือน้ำหนักตัวน้อย หรือการรับประทานแคลเซียมในปริมาณต่ำ และภาวะการดูดซึมแคลเซียมไม่ดี นอกจากนี้ผู้ที่ชอบการดื่มสุราและสูบบุหรี่ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป อีกทั้งผู้ที่อยู่เฉยๆ นั่งๆ นอนๆ หรือขาดการออกกำลังกาย ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้

3. ยาและโรคประจำตัว
ใครจะไปทราบว่าจริงๆ แล้ว ยาก็มีผลต่อกระดูก ยาที่มีผลต่อกระดูกพรุนได้แก่ ยาที่มีสารสเตียรอยด์ ยาเกี่ยวกับโรคต่อมไธรอยด์ โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้และรับประทานยาอยู่เสมอก็มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

4 อาการของขัดใจ ของโรคมะเร็งรังไข่

ตอนนี้คุณกำลังป่วยเป็นมะเร็งรังไข่อยู่และอยู่ระหว่างการรักษา โดยอาจที่จะพบกับอาการหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นได้ อาจพบว่าเป็นผลข้างเคียงจากมะเร็งรังไข่ โดยทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นจากเชื้อมะเร็ง ซึ่งอาจจะเป็นผลข้างเคียงของการรักษา หากคุณที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่และพบปัญหาทางการหายใจ การรับประทานอาหาร การขับถ่ายหรือเป็นไข้ วิธีการเหล่านี้สามารถบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้

ปัญหาทางการหายใจ
มะเร็งรังไข่ส่งผลให้เป็นปัญหาทางการหายใจได้ คุณอาจจะมีอาการหายใจถี่ หากพบว่าเป็นดังนี้ ไม่ต้องเครียดไป เพราะอาการนี้ไม่ได้เป็นอันตราย แต่ว่าหลายๆ คน อาจจะกำลังรู้สึกตกใจเมื่อเกิดอาการขึ้น ดังนั้น คุณควรที่จะมีการวางแผน และลองใช้แผนของคุณดูในกิจกรรมแต่ละวัน ไม่ควรอยู่นิ่งเป็นเวลานาน วิธีอื่นคือเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การสร้างภาพขึ้นในความคิดหรือการสะกดจิต ในกรณีที่คุณต้องการเริ่มฝึก คุณอาจลองวิธีการฝึกหายใจแ ละควบคุมการหายใจด้วยท้อง คุณต้องควบคุมสติ หากเกิดอาการหายใจไม่ออก เพราะหากคุณตกใจแล้วล่ะก็ คุณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ดังนั้น คุณจึงควรสงบ และตั้งสติให้ได้ พึงระลึกไว้ว่า ยิ่งวิตกกังวลมากเท่าใด การหายใจของคุณจะเกิดปัญหามากขึ้นเท่านั้น

ปัญหาทางการขับถ่าย
ปัญหาทางการขับถ่ายสามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการผ่าตัด การฉายรังสีหรือการให้เคมีบำบัด ในขณะการเข้ารับการรักษามะเร็งรังไข่ ปัญหาการขับถ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ท้องร่วง ปวดเกร็ง หรือมีอาการท้องผูก คุณอาจรู้สึกปวดช่วงท้องส่วนล่าง หากคุณต้องการรักษาอาการเหล่านี้ สิ่งแรกที่คุณควรทำ คือ ต้องปรับพฤติกรรมที่ทำในแต่ละวันลง เพื่อที่จะลดปัญหาในการขับถ่าย โดยการรักษาแบบใช้ยาสมุนไพร ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีในการรักษาอาการที่ดี โดยที่คุณอาจจะเลือกชาเปปเปอร์มินท์เพื่อแก้อาการปวดท้อง ทั้งนี้ในกรณีที่คุณต้องการปรับเปลี่ยนอาหารหรือยาที่ใช้ คุณอาจปรึกษาแพทย์ คุณสามารถป้องกัน หรือจัดการกับปัญหาการขับถ่ายโดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ขนมปังหรือพาสต้าที่ทำจากธัญพืช รำข้าว ผักและผลไม้ และควรดื่มน้ำมากๆ วิธีต่างๆ ที่กล่าวมานี้จะช่วยให้การขับถ่ายของคุณดีขึ้น บรรเทาอาการท้องผูก และดื่มน้ำมากๆ เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำ เนื่องจากอาการท้องร่วง หากว่าคุณลองทำตามทั้งหมดนี้แล้วยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาการขับถ่ายได้ คุณควรปรึกษาแพทย์

มีอาการไข้
ในชีวิตปกติของคุณ พบว่ามีอาการไข้อยู่เสมอ โดยเป็นร่วมกับการเป็นมะเร็งรังไข่ คุณจะรู้สึกเหนื่อย มีอาการร้อนๆ หนาวๆ ตัวสั่นและซีด โดยที่คุณเลือกแก้ปัญหานี้โดยรับประทานยาพาราเซตามอลหรือยาแก้อักเสบ และทานยาอย่างต่อเนื่อง ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านเอกสารกำกับยาบนบรรจุภัณฑ์ว่ายานี้มีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ แต่ทางที่ดีที่สุด คือ พบแพทย์และขอรับคำแนะนำจากแพทย์ ว่าชนิดยาและขนาดยาที่รับประทานอยู่สามารถทานได้หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ หรือเป็นอันตรายเสี่ยงที่จะกระตุ้นอาการมะเร็งรังไข่

ปัญหาทางการรับประทานอาหาร
ปัญหาในการรับประทานอาหาร ด้วยการป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่มักจะทำให้เกิดความอ่อนเพลียและเกิดอาการเบื่ออาหาร แต่หนึ่งในตัวช่วยที่ดีในช่วงการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ คือ การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้อาจเกิดอาการอื่นๆ นอกเหนือจากการเบื่ออาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียนหรือร้อนในช่องปาก ส่งผลต่อการรับประทานอาหารของคุณเช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้ว รสชาติของอาหารจะไม่ถูกปาก ดังนั้นวิธีแก้ไขที่จะแนะนำ คือ จัดมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หรือของว่างระหว่างวัน เช่น จัดทำเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ถั่วและผลไม้อบแห้ง โดยที่คุณอาจออกกำลังเล็กน้อยก่อนรับประทานอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร คุณควรพบหมออย่างสม่ำเสมอ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับอาการ และผลข้างเคียงของการรักษาที่เกิดจากมะเร็งรังไข่

เชื้ออีโคไล กับอาหารสตรีทฟู้ดในไทย

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอาหารสตรีทฟู้ด หรืออาหารที่จำหน่ายอยู่ตามร้านค้าริมถนนที่อร่อย ดี และหลากหลายที่สุดในโลก เสน่ห์ของอาหารสตรีทฟู้ดคือราคาที่ย่อมเยา อาหารอันหลากหลายที่ปรุงสดใหม่ เดินไปกินไป หรือจะซื้อกลับบ้านก็ได้ง่ายแสนง่าย

แต่อาหารสตรีทฟู้ดในไทยอาจจะไม่ได้ถูกสุขอนามัยไปทุกร้าน เพราะจากการเก็บข้อมูลของสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีจากกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษา ได้แก่ ผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และผู้ใช้กฎหมาย โดยศึกษาจากอาหารริมบาทวิถี จำนวน 50 ตัวอย่าง ผลการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพทางจุลชีววิทยา ตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์เกินค่ามาตรฐานถึง 21 ตัวอย่าง (42%) โดยเชื้อที่ตรวจพบส่วนใหญ่คือ เชื้ออีโคไล (E.coli) จำนวนถึง 19 ตัวอย่าง พบอาหารที่มีเชื้ออีโคไลมากที่สุด 5 เมนู ได้แก่

  1. ข้าวหมูแดง
  2. ข้าวหมูกรอบ
  3. ข้าวมันไก่
  4. ข้าวขาหมู
  5. ส้มตำไทย

ทำไมอาหารสตรีทฟู้ดถึงเจอเชื้ออีโคไล ?

อาหารที่เสี่ยงพบเชื้ออีโคไล คืออาหารที่ไม่ผ่านความร้อน จึงทำให้เชื้ออีโคไลเจริญเติบโตท่ามกลางภูมิอากาศร้อนชื้นในบ้านเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรระมัดระวัง นั่นคือความสะอาดของวัตถุดิบ อุปกรณ์ในการทำอาหาร อุปกรณ์ในการใส่อาหาร รวมไปถึงสถานที่ในการประกอบอาหาร และโต๊ะเก้าอี้ในร้านต่าง ๆ นอกจากนี้การประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนไม่มากพอ การเก็บรักษาวัตถุดิบไม่ดีพอ ก็อาจมีส่วนทำให้เชื้ออีโคไลเจริญเติบโตระหว่างการเตรียมอาหารได้เช่นกัน

เชื้ออีโคไล อันตรายแค่ไหน ?
เชื้ออีโคไล (E.coli) เป็นเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร และเครื่องดื่ม โดยเชื้ออีโคไลมีหลากหลายสายพันธุ์ อาการที่เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ร่างกายของเราก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ แต่อาการที่พบได้บ่อย และสังเกตได้ชัดเจน คือ อาการท้องร่วง จากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรคนี้เข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เป็นต้น

หลีกเลี่ยงเชื้ออีโคไลในอาหารสตรีทฟู้ดได้อย่างไร ?

  1. เลือกซื้อ-บริโภคอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนที่เกินระดับจุดเดือด หรือ 100 องศาเซลเซียส
  2. หากเป็นเมนูที่ต้องใส่วัตถุดิบสด ๆ ไม่ผ่านความร้อน เช่น ผักผลไม้ ควรล้างให้สะอาดมากก่อนรับประทาน
  3. ไม่รับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ดิบ หรือไม่สุก 100%
  4. เลือกซื้ออาหารจากร้านที่ดูสะอาด น่าเชื่อถือ
  5. ก่อนทำอาหาร/กินอาหาร ล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอาหารด้วยมือโดยตรง

ไขมันในเลือดสูง ป้องกันได้

ไขมันในเลือดสูง

เนื่องจากโรคไขมันในเลือดสูงเป็นโรคที่ไม่ค่อยจะมีคนเอ่ยถึงกันมากเท่าไหร่ แต่ทว่าความร้ายแรงของมันค่อยข้างมีมากมาย เพราะถ้าเป็นแล้วโรคอื่นๆก็จะตามมาได้อย่างง่ายดาย ทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายแรงตามมาได้ง่ายอีกด้วย  ดังนั้นเราควรดูแลหรือให้ความสำคัญเกียวกับโรคนี้ให้มาก ก่อนที่จะทำให้โรคอื่นๆตามมา

ประเภทของตับอักเสบ

ตับอักเสบเฉียบพลัน มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส และการใช้ยาบางชนิด โดยผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ หมดแรง คลื่นไส้และอาเจียน ปัสสาวะมีสีเข้ม รวมไปถึงตาเหลือง หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจจะหายได้ภายใน 3-6 เดือน แล้วแต่อาการและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

ตับอักเสบเรื้อรัง เกิดจากการติดเชื้อหนักๆ หรือไม่ได้รับการดูแลให้หายในระยะแรกๆ ปล่อยให้เชื้อมีการพัฒนาต่อต้านกับยา หรือการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ โดยปล่อยให้ตับมีอาการอักเสบมากกว่า 6 เดือน ความน่ากลัวของโรคตับอักเสบเรื้อรังนี้ จะไม่แสดงอาการใดๆออกมาให้ผู้ป่วยรู้ตัว โดยเซลล์ของตับจะค่อยๆถูกทลายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด
ภาวะตักเสบนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่ที่เกิดนั้นจะมีอัตราของผู้หญิงและผู้ชายในอัตราเท่าๆกัน โดยอาจเกิดจากการติดต่อได้จาก การใช้แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น หรือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบอยู่ อาจทำให้คุณติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C ได้ อีกกรณีที่พบได้บ่อยคือ เด็กที่คลอดจากแม่ที่เป็นพาหะ อาจจะได้รับเชื้อขณะคลอด กรณีเช่นนี้ จะไม่แสดงอาการในวัยเด็กแต่จะแฝงตัวอยู่ในร่างกายจนเป็นผู้ใหญ่ โดยบางรายได้รับเชื้อตับอักเสบจะไม่มีอาการและหายได้เอง แต่บางรายอาจจะกลายเป็นพาหะ และจำนวนไม่น้อยที่กลายเป็นไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

ภาวะไขมันสะสมในตับ นอกจากเชื้อไวรัสตับอักเสบแล้ว ภาวะไขมันสะสมในตับก็ยังเป็นอีกสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยไขมันในตับอาจทำให้ตับได้รับบาดเจ็บและเสื่อมสภาพ อาจพัฒนาจากตับอักเสบไปเป็นตับแข็ง หรือแม้แต่มะเร็งตับได้ในวัยสูงขึ้น ดังนั้นควรตรวจสุขภาพร่างกายเพื่อตรวจเช็ค หากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆอาจจะทำให้เชื้อนั้นหายหมดไป

ดื่มเหล้ามาก เสี่ยงข้อสะโพกเสื่อม

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก เคยระบุว่า คนไทยดื่มเหล้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด เห็นได้จากสถิติอุบัติเหตุในทุกช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว นอกจากนี้ ผลจากการดื่มสุรายังทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา เช่น การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรม รวมถึงผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพด้วย โดยเฉพาะผลกระทบต่อกระดูกข้อสะโพก ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคข้อสะโพกมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้น มีอุบัติการณ์ของการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละกว่า 25,000 ราย พบได้ทั้งหญิงและชาย พบมากขึ้นในอายุ 40 ปีขึ้นไป โรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัย โดยมักจะเกิดจากการสึกหรอของผิวข้อต่อระหว่างกระดูกเบ้าสะโพกและกระดูกต้นขา รวมไปถึงการทรุดตัวของหัวกระดูกต้นขา กระดูกสะโพกหัก โรคหัวกระดูกสะโพกตาย

ส่วนวัยกลางคนจากสถิติ พบว่า มีปัญหากระดูกสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน สาเหตุเนื่องมาจากดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะจะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงข้อสะโพกลดลง ทำให้กระดูกส่วนนั้นยุบหรือตาย กระดูกก็จะอ่อนแอทำให้ผิวเริ่มอักเสบ ขรุขระ ในบางคนทานยาที่มีส่วนผสมของ สเตียรอยด์ปริมาณมาก ส่งผลให้เลือดหนืดไหลเวียนไม่ดีไม่สามารถเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกได้

ทั้งนี้ เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้น โดยปกติแล้วแนวแผลผ่าตัดจะอยู่บริเวณหน้าต้นขา ซึ่งอาจจะเห็นแผลได้ง่าย แต่ด้วยเทคนิคการลงแผลแบบใหม่ จะมีการการซ่อนแผลผ่าตัดใต้ต่อขาหนีบ หรือที่เรียกว่า BIKINI Incision ซึ่งก่อนจะทำการผ่าตัด แพทย์จะใช้ Digital Template Surgical Planning วางแผนถึงตำแหน่งการตัดกระดูกและการวางข้อสะโพกเทียมในตำแหน่งที่ถูกต้อง เลือกขนาดของข้อเทียมให้เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล มีทั้งข้อโคบอลโครเมียม (Cobalt Chromium) หรือ ข้อเซรามิก (Ceramic) เพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และใช้แกนกระดูกข้อเทียมรุ่นใหม่ (STEM) เพื่อแก้ไขปัญหาข้อสะโพกเทียมจมเมื่อใช้ไปนานๆ

จากนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก แบบซ่อนแผลผ่าตัด (Minimally Invasive Surgery: MIS) โดยเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (Direct Anterior Approach) ที่สำคัญ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่ แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ด้วยเทคนิคซ่อนแผลผ่าตัด แนบเนียน เพราะแผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้าบริเวณขาหนีบซ่อนใต้แนวกางเกงใน (Bikini Incision) ทำให้ไม่เห็นรอยแผลเมื่อใส่กางเกงขาสั้นหรือชุดว่ายน้ำ เพราะเป็นการผ่าตามทิศทางธรรมชาติของผิวหนัง (Langer’s line) ตามแนวเส้นใยคอลลาเจนของผิวหนังชั้น dermis ซึ่งเป็นแนวที่ขนานไปกับแนวเส้นมัดกล้ามเนื้อ การผ่าตามแนวทิศทางธรรมชาติของผิวหนังจะทำให้การสมานตัวของแผลผ่าตัดดีขึ้น จึงลดการเกิดแผลเป็น หรือ คีรอยด์ (Keloid)

ขนาดของบาดแผลผ่าตัดนั้นจะมีความยาวประมาณ 3 – 4 นิ้ว ใต้ต่อขาหนีบตามแนวกางเกงในของผู้ป่วย และยังมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม (แบบเดิมแผลยาวประมาณ 6 – 8 นิ้ว เพราะจะทำการผ่าตัดจากทางด้านหลังหรือด้านข้าง ซึ่งต้องมีการตัดกล้ามเนื้อรอบสะโพก อาจทำให้เจ็บปวดเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง เดินกะเผลก (Limping) และมีอัตราการหลุดของข้อสะโพกหลังผ่าตัดเพิ่มขึ้น)

การผ่าตัดแนวใหม่นี้มีความแม่นยำในการเช็กความยาวขาและตำแหน่งของข้อสะโพกเทียมได้ดีขึ้นเพราะเป็นการผ่าตัดในท่านอนหงาย สามารถใช้เครื่องเอกซเรย์แบบ C-arm ช่วยวางตำแหน่งข้อเทียมให้ถูกต้องมากขึ้น ตรวจความยาวขาทั้งสองข้างให้เท่ากันได้ง่ายในขณะผ่าตัด จึงลดปัญหาขาสั้นยาวไม่เท่ากันหลังผ่าตัด และสามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกพร้อมกัน 2 ข้างได้ในครั้งเดียว อีกทั้งระหว่างผ่าตัดมีระบบป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด แพทย์จะใส่ชุดผ่าตัดพิเศษเหมือนชุดมนุษย์อวกาศ ช่วยลดอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดได้อีกด้วย

ข้อดีของการผ่าตัดแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้นจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เจ็บปวดน้อยลง ลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังการผ่า ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อสะโพกจะหลุด (No Hip Precaution) สามารถลุกเดินได้โดยไม่มีการเอียงของลำตัว (No Limping) กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด ด้วยเครื่องหัดเดินในสภาวะไร้น้ำหนัก Alter G (Anti-Gravity Treadmill) ซึ่งเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดข้อสะโพกและข้อเข่า ช่วยให้ฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องกังวลถึงความเจ็บปวด

แก้ปัญหาการหลับยากด้วย 7 เคล็ดลับ

การนอนสำคัญต่อสุขภาพที่สุด แต่เพราะชีวิตอันแสนวุ่นวายจึงทำให้การนอนกลายเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน อาการดังกล่าวยังมีทางออก เพียงลองปรับพฤติกรรมกันดูสักนิด แบบไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ ด้วย 7 เคล็ดลับง่าย ๆ ต่อไปนี้

1. สร้างบรรยากาศห้องนอนใหม่
ห้องนอนที่ดีควรจะเงียบไม่มีเสียงรบกวน อุณหภูมิห้องต้องเย็นพอดีและอย่าใช้แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟยามดึก ส่วนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดสำหรับคนนอนหลับยาก เพราะแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายจะกดการหลั่งเมลาโทนินออกจากต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอน ชะลอวัย และลดความเครียด มีรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Journal of Pineal Research พบว่า แสงสีฟ้าจะทำให้ระดับเมลาโทนินลดลงไปอยู่ระดับเดียวกับช่วงกลางวัน ซึ่งจะทำให้ตาสว่างและนอนหลับยาก

2. ผ่อนคลายตัวเอง
ก่อนนอนสัก 1 – 2 ชั่วโมงลองทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย อย่างการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยหายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ และค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออกอย่างช้า ๆ พยายามให้สติกำหนดอยู่กับลมหายใจก็จะได้ผลที่ดีขึ้น และเมื่อจะเอนตัวลงให้เลิกการคิดเรื่อยเปื่อย คิดถึงปัญหา หรือถ้าตัวเองรู้ตัวว่า เริ่มคิดอีกแล้วให้ดึงสติกลับมาและทำใจให้สบาย บอกกับตัวเองว่านื่คือเวลานอน เวลาพักผ่อน ปัญหาทุกอย่างควรสะสางต่อพรุ่งนี้ รวมถึงให้หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ทำให้สมองไม่ผ่อนคลาย ได้แก่ ทีวี สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต

3. กินอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง
ลองกินอาหารแมกนีเซียมสูงอย่าง ถั่ว เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ อะโวคาโด กล้วย โยเกิร์ต มันฝรั่ง ลูกเกด ผักโขม นมถั่วเหลือง เต้าหู้และปลาทูน่า เพราะถ้าร่างกายขาดแมกนีเซียมจะส่งผลต่อระบบประสาทสมองที่ช่วยในการนอนหลับ และควรงดอาหารที่สารกาเฟอีนสูง เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม จะทำให้ระบบประสาทตื่นตัวและนอนไม่หลับ

4. แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนนอน
เป็นวิธีธรรมชาติและเสริมสุขภาพที่ดี เพียงแช่เท้าในน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส แล้วใช้ฝ่ามือถูนวดบริเวณเท้าไปด้วยเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดจะช่วยคลายความอ่อนล้าได้ดี ฉะนั้นการแช่เท้าด้วยน้ำร้อนจะดึงเลือดจากข้างบนมาสู่ข้างล่าง ลดภาวะตึงเครียดของสมอง ทำให้หลับสบาย และไม่ค่อยฝัน

5. กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยบำบัด
กลิ่นหอมจากสมุนไพรธรรมชาติที่สกัดออกมาเป็นน้ำมันหอมระเหยหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “อโรมาเธอราปี” ช่วยให้ความรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ลดปฏิกิริยาทางกายที่มีต่อความเครียด น้ำมันหอมระเหยมีหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความต้องการ แต่ถ้าเป็นใครมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ แนะนำให้ใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ ซึ่งช่วยให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลและจิตใจสงบ

6. ปรับอุณหภูมิและเครื่องฟอกอากาศ
เพื่อให้การนอนหลับมีความสบายมากขึ้นควรปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ระหว่าง 17 – 25 องศาเซลเซียส อีกทั้งการใช้เครื่องฟอกอากาศในห้องนอนเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมดุลและยังช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้ที่มีอนุภาคเล็ก เช่น ฝุ่น ขนสัตว์ สปอร์ของเชื้อรา กลิ่นสเปรย์ปรับอากาศ เป็นอีกวิธีที่จะทำให้นอนหลับลึกได้ต่อเนื่อง

7. นอนให้เป็นเวลา
ลองจัดตารางการนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกคืนจนเป็นกิจวัตร ถ้าทำติดต่อกันภายใน 1 อาทิตย์ ร่างกายก็จะปรับตัวและคุ้นเคยจนทำให้หลับได้ตามเวลานั้น ๆ หรือมีบางกรณีที่นอนแล้วยังไม่หลับนานถึง 30 นาที อย่าเพิ่งฝืนนอนต่อ อย่าโกรธหรือหงุดหงิด และอย่าดูนาฬิกาบ่อย ๆ เพราะจะเป็นการกดดันตัวเองว่า ทำไมยังไม่หลับสักทีและจะทำให้ไม่หลับจริง ๆ ในที่สุด