เชื้ออีโคไล กับอาหารสตรีทฟู้ดในไทย

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอาหารสตรีทฟู้ด หรืออาหารที่จำหน่ายอยู่ตามร้านค้าริมถนนที่อร่อย ดี และหลากหลายที่สุดในโลก เสน่ห์ของอาหารสตรีทฟู้ดคือราคาที่ย่อมเยา อาหารอันหลากหลายที่ปรุงสดใหม่ เดินไปกินไป หรือจะซื้อกลับบ้านก็ได้ง่ายแสนง่าย

แต่อาหารสตรีทฟู้ดในไทยอาจจะไม่ได้ถูกสุขอนามัยไปทุกร้าน เพราะจากการเก็บข้อมูลของสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีจากกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษา ได้แก่ ผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และผู้ใช้กฎหมาย โดยศึกษาจากอาหารริมบาทวิถี จำนวน 50 ตัวอย่าง ผลการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพทางจุลชีววิทยา ตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์เกินค่ามาตรฐานถึง 21 ตัวอย่าง (42%) โดยเชื้อที่ตรวจพบส่วนใหญ่คือ เชื้ออีโคไล (E.coli) จำนวนถึง 19 ตัวอย่าง พบอาหารที่มีเชื้ออีโคไลมากที่สุด 5 เมนู ได้แก่

  1. ข้าวหมูแดง
  2. ข้าวหมูกรอบ
  3. ข้าวมันไก่
  4. ข้าวขาหมู
  5. ส้มตำไทย

ทำไมอาหารสตรีทฟู้ดถึงเจอเชื้ออีโคไล ?

อาหารที่เสี่ยงพบเชื้ออีโคไล คืออาหารที่ไม่ผ่านความร้อน จึงทำให้เชื้ออีโคไลเจริญเติบโตท่ามกลางภูมิอากาศร้อนชื้นในบ้านเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรระมัดระวัง นั่นคือความสะอาดของวัตถุดิบ อุปกรณ์ในการทำอาหาร อุปกรณ์ในการใส่อาหาร รวมไปถึงสถานที่ในการประกอบอาหาร และโต๊ะเก้าอี้ในร้านต่าง ๆ นอกจากนี้การประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนไม่มากพอ การเก็บรักษาวัตถุดิบไม่ดีพอ ก็อาจมีส่วนทำให้เชื้ออีโคไลเจริญเติบโตระหว่างการเตรียมอาหารได้เช่นกัน

เชื้ออีโคไล อันตรายแค่ไหน ?
เชื้ออีโคไล (E.coli) เป็นเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร และเครื่องดื่ม โดยเชื้ออีโคไลมีหลากหลายสายพันธุ์ อาการที่เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ร่างกายของเราก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ แต่อาการที่พบได้บ่อย และสังเกตได้ชัดเจน คือ อาการท้องร่วง จากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรคนี้เข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เป็นต้น

หลีกเลี่ยงเชื้ออีโคไลในอาหารสตรีทฟู้ดได้อย่างไร ?

  1. เลือกซื้อ-บริโภคอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนที่เกินระดับจุดเดือด หรือ 100 องศาเซลเซียส
  2. หากเป็นเมนูที่ต้องใส่วัตถุดิบสด ๆ ไม่ผ่านความร้อน เช่น ผักผลไม้ ควรล้างให้สะอาดมากก่อนรับประทาน
  3. ไม่รับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ดิบ หรือไม่สุก 100%
  4. เลือกซื้ออาหารจากร้านที่ดูสะอาด น่าเชื่อถือ
  5. ก่อนทำอาหาร/กินอาหาร ล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอาหารด้วยมือโดยตรง

ไขมันในเลือดสูง ป้องกันได้

ไขมันในเลือดสูง

เนื่องจากโรคไขมันในเลือดสูงเป็นโรคที่ไม่ค่อยจะมีคนเอ่ยถึงกันมากเท่าไหร่ แต่ทว่าความร้ายแรงของมันค่อยข้างมีมากมาย เพราะถ้าเป็นแล้วโรคอื่นๆก็จะตามมาได้อย่างง่ายดาย ทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายแรงตามมาได้ง่ายอีกด้วย  ดังนั้นเราควรดูแลหรือให้ความสำคัญเกียวกับโรคนี้ให้มาก ก่อนที่จะทำให้โรคอื่นๆตามมา

ประเภทของตับอักเสบ

ตับอักเสบเฉียบพลัน มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส และการใช้ยาบางชนิด โดยผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ หมดแรง คลื่นไส้และอาเจียน ปัสสาวะมีสีเข้ม รวมไปถึงตาเหลือง หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจจะหายได้ภายใน 3-6 เดือน แล้วแต่อาการและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

ตับอักเสบเรื้อรัง เกิดจากการติดเชื้อหนักๆ หรือไม่ได้รับการดูแลให้หายในระยะแรกๆ ปล่อยให้เชื้อมีการพัฒนาต่อต้านกับยา หรือการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ โดยปล่อยให้ตับมีอาการอักเสบมากกว่า 6 เดือน ความน่ากลัวของโรคตับอักเสบเรื้อรังนี้ จะไม่แสดงอาการใดๆออกมาให้ผู้ป่วยรู้ตัว โดยเซลล์ของตับจะค่อยๆถูกทลายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด
ภาวะตักเสบนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่ที่เกิดนั้นจะมีอัตราของผู้หญิงและผู้ชายในอัตราเท่าๆกัน โดยอาจเกิดจากการติดต่อได้จาก การใช้แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น หรือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบอยู่ อาจทำให้คุณติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C ได้ อีกกรณีที่พบได้บ่อยคือ เด็กที่คลอดจากแม่ที่เป็นพาหะ อาจจะได้รับเชื้อขณะคลอด กรณีเช่นนี้ จะไม่แสดงอาการในวัยเด็กแต่จะแฝงตัวอยู่ในร่างกายจนเป็นผู้ใหญ่ โดยบางรายได้รับเชื้อตับอักเสบจะไม่มีอาการและหายได้เอง แต่บางรายอาจจะกลายเป็นพาหะ และจำนวนไม่น้อยที่กลายเป็นไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

ภาวะไขมันสะสมในตับ นอกจากเชื้อไวรัสตับอักเสบแล้ว ภาวะไขมันสะสมในตับก็ยังเป็นอีกสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยไขมันในตับอาจทำให้ตับได้รับบาดเจ็บและเสื่อมสภาพ อาจพัฒนาจากตับอักเสบไปเป็นตับแข็ง หรือแม้แต่มะเร็งตับได้ในวัยสูงขึ้น ดังนั้นควรตรวจสุขภาพร่างกายเพื่อตรวจเช็ค หากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆอาจจะทำให้เชื้อนั้นหายหมดไป

ดื่มเหล้ามาก เสี่ยงข้อสะโพกเสื่อม

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก เคยระบุว่า คนไทยดื่มเหล้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด เห็นได้จากสถิติอุบัติเหตุในทุกช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว นอกจากนี้ ผลจากการดื่มสุรายังทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา เช่น การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทะเลาะวิวาท และอาชญากรรม รวมถึงผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพด้วย โดยเฉพาะผลกระทบต่อกระดูกข้อสะโพก ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคข้อสะโพกมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้น มีอุบัติการณ์ของการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละกว่า 25,000 ราย พบได้ทั้งหญิงและชาย พบมากขึ้นในอายุ 40 ปีขึ้นไป โรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัย โดยมักจะเกิดจากการสึกหรอของผิวข้อต่อระหว่างกระดูกเบ้าสะโพกและกระดูกต้นขา รวมไปถึงการทรุดตัวของหัวกระดูกต้นขา กระดูกสะโพกหัก โรคหัวกระดูกสะโพกตาย

ส่วนวัยกลางคนจากสถิติ พบว่า มีปัญหากระดูกสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน สาเหตุเนื่องมาจากดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะจะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงข้อสะโพกลดลง ทำให้กระดูกส่วนนั้นยุบหรือตาย กระดูกก็จะอ่อนแอทำให้ผิวเริ่มอักเสบ ขรุขระ ในบางคนทานยาที่มีส่วนผสมของ สเตียรอยด์ปริมาณมาก ส่งผลให้เลือดหนืดไหลเวียนไม่ดีไม่สามารถเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกได้

ทั้งนี้ เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้น โดยปกติแล้วแนวแผลผ่าตัดจะอยู่บริเวณหน้าต้นขา ซึ่งอาจจะเห็นแผลได้ง่าย แต่ด้วยเทคนิคการลงแผลแบบใหม่ จะมีการการซ่อนแผลผ่าตัดใต้ต่อขาหนีบ หรือที่เรียกว่า BIKINI Incision ซึ่งก่อนจะทำการผ่าตัด แพทย์จะใช้ Digital Template Surgical Planning วางแผนถึงตำแหน่งการตัดกระดูกและการวางข้อสะโพกเทียมในตำแหน่งที่ถูกต้อง เลือกขนาดของข้อเทียมให้เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล มีทั้งข้อโคบอลโครเมียม (Cobalt Chromium) หรือ ข้อเซรามิก (Ceramic) เพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และใช้แกนกระดูกข้อเทียมรุ่นใหม่ (STEM) เพื่อแก้ไขปัญหาข้อสะโพกเทียมจมเมื่อใช้ไปนานๆ

จากนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก แบบซ่อนแผลผ่าตัด (Minimally Invasive Surgery: MIS) โดยเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (Direct Anterior Approach) ที่สำคัญ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่ แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ด้วยเทคนิคซ่อนแผลผ่าตัด แนบเนียน เพราะแผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้าบริเวณขาหนีบซ่อนใต้แนวกางเกงใน (Bikini Incision) ทำให้ไม่เห็นรอยแผลเมื่อใส่กางเกงขาสั้นหรือชุดว่ายน้ำ เพราะเป็นการผ่าตามทิศทางธรรมชาติของผิวหนัง (Langer’s line) ตามแนวเส้นใยคอลลาเจนของผิวหนังชั้น dermis ซึ่งเป็นแนวที่ขนานไปกับแนวเส้นมัดกล้ามเนื้อ การผ่าตามแนวทิศทางธรรมชาติของผิวหนังจะทำให้การสมานตัวของแผลผ่าตัดดีขึ้น จึงลดการเกิดแผลเป็น หรือ คีรอยด์ (Keloid)

ขนาดของบาดแผลผ่าตัดนั้นจะมีความยาวประมาณ 3 – 4 นิ้ว ใต้ต่อขาหนีบตามแนวกางเกงในของผู้ป่วย และยังมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม (แบบเดิมแผลยาวประมาณ 6 – 8 นิ้ว เพราะจะทำการผ่าตัดจากทางด้านหลังหรือด้านข้าง ซึ่งต้องมีการตัดกล้ามเนื้อรอบสะโพก อาจทำให้เจ็บปวดเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง เดินกะเผลก (Limping) และมีอัตราการหลุดของข้อสะโพกหลังผ่าตัดเพิ่มขึ้น)

การผ่าตัดแนวใหม่นี้มีความแม่นยำในการเช็กความยาวขาและตำแหน่งของข้อสะโพกเทียมได้ดีขึ้นเพราะเป็นการผ่าตัดในท่านอนหงาย สามารถใช้เครื่องเอกซเรย์แบบ C-arm ช่วยวางตำแหน่งข้อเทียมให้ถูกต้องมากขึ้น ตรวจความยาวขาทั้งสองข้างให้เท่ากันได้ง่ายในขณะผ่าตัด จึงลดปัญหาขาสั้นยาวไม่เท่ากันหลังผ่าตัด และสามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกพร้อมกัน 2 ข้างได้ในครั้งเดียว อีกทั้งระหว่างผ่าตัดมีระบบป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด แพทย์จะใส่ชุดผ่าตัดพิเศษเหมือนชุดมนุษย์อวกาศ ช่วยลดอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดได้อีกด้วย

ข้อดีของการผ่าตัดแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้นจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เจ็บปวดน้อยลง ลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังการผ่า ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อสะโพกจะหลุด (No Hip Precaution) สามารถลุกเดินได้โดยไม่มีการเอียงของลำตัว (No Limping) กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด ด้วยเครื่องหัดเดินในสภาวะไร้น้ำหนัก Alter G (Anti-Gravity Treadmill) ซึ่งเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดข้อสะโพกและข้อเข่า ช่วยให้ฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องกังวลถึงความเจ็บปวด

แก้ปัญหาการหลับยากด้วย 7 เคล็ดลับ

การนอนสำคัญต่อสุขภาพที่สุด แต่เพราะชีวิตอันแสนวุ่นวายจึงทำให้การนอนกลายเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน อาการดังกล่าวยังมีทางออก เพียงลองปรับพฤติกรรมกันดูสักนิด แบบไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ ด้วย 7 เคล็ดลับง่าย ๆ ต่อไปนี้

1. สร้างบรรยากาศห้องนอนใหม่
ห้องนอนที่ดีควรจะเงียบไม่มีเสียงรบกวน อุณหภูมิห้องต้องเย็นพอดีและอย่าใช้แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟยามดึก ส่วนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดสำหรับคนนอนหลับยาก เพราะแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายจะกดการหลั่งเมลาโทนินออกจากต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอน ชะลอวัย และลดความเครียด มีรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Journal of Pineal Research พบว่า แสงสีฟ้าจะทำให้ระดับเมลาโทนินลดลงไปอยู่ระดับเดียวกับช่วงกลางวัน ซึ่งจะทำให้ตาสว่างและนอนหลับยาก

2. ผ่อนคลายตัวเอง
ก่อนนอนสัก 1 – 2 ชั่วโมงลองทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย อย่างการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยหายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ และค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออกอย่างช้า ๆ พยายามให้สติกำหนดอยู่กับลมหายใจก็จะได้ผลที่ดีขึ้น และเมื่อจะเอนตัวลงให้เลิกการคิดเรื่อยเปื่อย คิดถึงปัญหา หรือถ้าตัวเองรู้ตัวว่า เริ่มคิดอีกแล้วให้ดึงสติกลับมาและทำใจให้สบาย บอกกับตัวเองว่านื่คือเวลานอน เวลาพักผ่อน ปัญหาทุกอย่างควรสะสางต่อพรุ่งนี้ รวมถึงให้หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ทำให้สมองไม่ผ่อนคลาย ได้แก่ ทีวี สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต

3. กินอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง
ลองกินอาหารแมกนีเซียมสูงอย่าง ถั่ว เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ อะโวคาโด กล้วย โยเกิร์ต มันฝรั่ง ลูกเกด ผักโขม นมถั่วเหลือง เต้าหู้และปลาทูน่า เพราะถ้าร่างกายขาดแมกนีเซียมจะส่งผลต่อระบบประสาทสมองที่ช่วยในการนอนหลับ และควรงดอาหารที่สารกาเฟอีนสูง เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม จะทำให้ระบบประสาทตื่นตัวและนอนไม่หลับ

4. แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนนอน
เป็นวิธีธรรมชาติและเสริมสุขภาพที่ดี เพียงแช่เท้าในน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส แล้วใช้ฝ่ามือถูนวดบริเวณเท้าไปด้วยเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดจะช่วยคลายความอ่อนล้าได้ดี ฉะนั้นการแช่เท้าด้วยน้ำร้อนจะดึงเลือดจากข้างบนมาสู่ข้างล่าง ลดภาวะตึงเครียดของสมอง ทำให้หลับสบาย และไม่ค่อยฝัน

5. กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยบำบัด
กลิ่นหอมจากสมุนไพรธรรมชาติที่สกัดออกมาเป็นน้ำมันหอมระเหยหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “อโรมาเธอราปี” ช่วยให้ความรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ลดปฏิกิริยาทางกายที่มีต่อความเครียด น้ำมันหอมระเหยมีหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความต้องการ แต่ถ้าเป็นใครมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ แนะนำให้ใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ ซึ่งช่วยให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลและจิตใจสงบ

6. ปรับอุณหภูมิและเครื่องฟอกอากาศ
เพื่อให้การนอนหลับมีความสบายมากขึ้นควรปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ระหว่าง 17 – 25 องศาเซลเซียส อีกทั้งการใช้เครื่องฟอกอากาศในห้องนอนเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมดุลและยังช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้ที่มีอนุภาคเล็ก เช่น ฝุ่น ขนสัตว์ สปอร์ของเชื้อรา กลิ่นสเปรย์ปรับอากาศ เป็นอีกวิธีที่จะทำให้นอนหลับลึกได้ต่อเนื่อง

7. นอนให้เป็นเวลา
ลองจัดตารางการนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกคืนจนเป็นกิจวัตร ถ้าทำติดต่อกันภายใน 1 อาทิตย์ ร่างกายก็จะปรับตัวและคุ้นเคยจนทำให้หลับได้ตามเวลานั้น ๆ หรือมีบางกรณีที่นอนแล้วยังไม่หลับนานถึง 30 นาที อย่าเพิ่งฝืนนอนต่อ อย่าโกรธหรือหงุดหงิด และอย่าดูนาฬิกาบ่อย ๆ เพราะจะเป็นการกดดันตัวเองว่า ทำไมยังไม่หลับสักทีและจะทำให้ไม่หลับจริง ๆ ในที่สุด

ต้อกระจก โรคน่ารู้ น่าระวัง

ทำความรู้จักโรคต้อกระจก
“ต้อกระจก (Cataract)” เป็นภาวะที่เลนส์ภายในลูกตามีความขุ่นขาว จึงทำให้แสงที่จะผ่านเข้าไปในดวงตาไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ทำให้เกิดอาการตามัว มองเห็นภาพเบลอ สีเพี้ยน และมองเห็นคล้ายมีหมอกมาบังตลอดเวลา

สาเหตุของการเกิดต้อกระจก
ต้อกระจกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากความเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุ แต่ก็มีอีกบางส่วนที่เป็นเป็นต้อกระจกด้วยสาเหตุอื่นๆ เช่น

  • ต้อกระจกแต่กำเนิด
  • ต้อกระจกที่เกิดจากกรรมพันธุ์ที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • การกระทบกระเทือนที่ตาอย่างรุนแรง หรือมีสิ่งแปลกปลอมกระเด็นเข้าไปในดวงตา
  • การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต
  • การสูบบุหรี่
  • การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  • มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

อาการของต้อกระจก
ผู้ที่เป็นโรคนี้จะเริ่มมีอาการ ตาพร่ามัวลงเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนมีหมอกบัง มองเห็นภาพซ้อนและมองเห็นแสงกระจายขณะขับรถตอนกลางคืน ในบางรายอาจมีตาพร่ามัวมากในที่ที่มีแสงสว่าง สู้แสงไม่ได้แต่กลับมองชัดในที่มืด ในรายที่เป็นต้อกระจกเล็กน้อย อาจมีสายตาเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยๆ และเมื่อต้อกระจกเป็นมากขึ้น การเปลี่ยนแว่นสายตาก็จะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของต้อกระจก
เมื่อต้อกระจกสุกและไม่ได้รับการผ่าตัด อาจทำให้เกิดต้อหิน ตามมาได้จากเลนส์บวม หรือเลนส์โปรตีนรั่วไปอุดตันทางระบายน้ำในลูกตา และอาจทำให้ตาบอดได้ในที่สุด

การรักษาต้อกระจก

  • ระยะเริ่มต้น : ในระยะแรกของการเป็นต้อกระจก การเปลี่ยนแว่นสายตา สามารถช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นได้
  • ระยะยาว : เมื่อต้อกระจกเป็นมากขึ้น การมองเห็นแย่ลงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ ก็เป็นข้อบ่งชี้ให้แพทย์รักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งวิธีที่นิยมใช้ผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบัน คือ การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) และใส่เลนส์เทียม

การดูแลตนเองหลังผ่าต้อกระจก

  1. หลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยควรนอนพักให้มากที่สุด
  2. ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก การยกของหนักหรือกระเทือนมาก การออกกำลังกายอย่างหนัก รวมถึงการไอหรือจามแรงๆ
  3. ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและใช้ยาต่างๆ ให้ครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง
  4. เช็ดหน้าโดยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดบิดให้แห้งแทนการล้างด้วยน้ำ
  5. ห้ามขยี้ตาข้างที่ทำการผ่าตัดเด็ดขาด ผู้ป่วยควรใช้ที่ครอบตาพลาสติกปิดตาเอาไว้
  6. สวมแว่นตากันแดดทุกครั้งเมื่อออกไปในที่แสงจ้า
  7. ควรไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง จนกว่าแผลจะหายดีและปลอดภัยแล้ว แต่ถ้ามีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ผลการรักษาต้อกระจกด้วยการผ่าตัด
การผ่าตัดจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นสายตาให้กลับมามองเห็นได้เหมือนคนปกติทั่วไป และตาข้างที่เคยผ่าตัดแล้วจะไม่กลับมาเป็นต้อกระจกซ้ำอีก โดยภาพที่ได้จากการฝังเลนส์แก้วตาเทียมจะมีความใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด ผู้ป่วยจึงปรับตัวได้ง่าย

วิธีป้องกันการเกิดต้อกระจก

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์
  • ระวังอย่าให้ดวงตาถูกกระทบกระแทก ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่อดวงตากรณีทำงาน เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงาน
  • ควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต
  • พักสายตาเป็นระยะหากต้องใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์จัด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
  • การใช้ยาหยอดตาทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี

โรคหัวใจขาดเลือด สังเกตจากสัญญาณเตือน

อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทุกส่วนล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะ “หัวใจ” ที่เป็นเหมือนศูนย์กลางควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานต่อไปได้ ดังนั้นเราควรต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่อาจทำให้คุณเสียชีวิตได้! โดยเฉพาะ “โรคหัวใจขาดเลือด” ที่พบได้ร้อยละ 45 ของอัตราการเสียชีวิตเฉียบพลันเลยทีเดียว

กล้ามเนื้อ “หัวใจขาดเลือด” ภัยร้ายที่ต้องระวัง!

  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในภาวะที่อันตรายที่สุด มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นภาวะที่มีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจจะขาดเลือดและออกซิเจน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งโรคนี้มักเกิดขึ้นทันทีแบบเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็นตอนทำงาน เล่นกีฬา หรือกระทั่งตอนนอนหลับพักผ่อน ที่เกิดจากที่ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด โดยอาจทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้ ภายใน 1 ชั่วโมง

อาการ – สัญญานเตือน…ต้องรีบพบแพทย์ทันที!

  • จุกแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง
  • มีเหงื่อออก
  • ปวดร้าวไปกรามสะบักหลังแขนซ้าย
  • รู้สึกหอบเหนื่อย
  • ใจสั่น
  • จุกใต้ลิ้นปี่ คล้ายโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน

หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบเดินทางมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด โดยจะต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังมีอาการ หรือขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยันภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง หากชะล่าใจและพบแพทย์ช้า จะทำให้เสียชีวิตหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาได้

ใครคือ “กลุ่มเสี่ยง” หัวใจขาดเลือด

  • จริงๆ แล้วโรคนี้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปก็คือ คนที่สูบบุหรี่ มีไขมันในเลือดสูง โรคความดัน เบาหวาน หรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจ ฯลฯ

วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ดีที่สุดคือการตรวจสุขภาพและตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำทุกปี ที่จะป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี